หลายธุรกิจที่สั่งผลิตแก้วจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม ร้านกาแฟ หรือบริษัทที่ทำของพรีเมียม มักมีข้อสงสัยคล้ายกันว่า แก้วใสทำจากอะไร และทำไมแก้วบางรุ่นจึงใสกว่าหรือทนทานกว่ารุ่นอื่น คำถามนี้ดูเหมือนพื้นฐาน แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อ “คุณภาพ ภาพลักษณ์ และต้นทุน” ของธุรกิจโดยตรง เพราะวัตถุดิบตั้งต้นคือจุดกำหนดมาตรฐานของแก้วตั้งแต่ต้นทาง หากเลือกใช้วัตถุดิบที่เหมาะสม กระบวนการผลิตก็จะควบคุมได้ง่ายขึ้น และได้แก้วที่ใส แข็งแรง และสม่ำเสมอในล็อตใหญ่ บทความนี้จะพาเจาะลึกแบบมืออาชีพ ตั้งแต่วัตถุดิบหลักของแก้วใส ไปจนถึงปัจจัยที่ทำให้เนื้อแก้วแตกต่างกัน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมอย่างครบถ้วน
แก้วผลิตมาจากอะไร
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าแก้วผลิตมาจาก “ทราย” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ผิดนัก แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ต้องเป็น “ทรายแก้ว” ทรายที่มีส่วนประกอบพิเศษกว่าทรายทั่วไป และนอกจากทรายแก้วแล้วยังมีวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตแก้วอีกหลายอย่าง ซึ่งวัตถุดิบหลักที่ใช้ผลิตแก้ว มีดังนี้

ทรายแก้ว (Glass Sand) ในทางวิทยาศาสตร์จะเรียกว่า ซิลิกา (Silica Sand) ทรายแก้วเป็นทรายชนิดหนึ่งที่มีความละเอียดและบริสุทธิ์กว่าทรายทั่วไป โดยมีซิลิกาเป็นส่วนประกอบกว่า 99.5% พบได้มากในแถบจังหวัดระยองและชุมพร เมื่อนำมาหลอมจะได้เนื้อแก้วสำหรับผลิตแก้วคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของส่วนผสมทั้งหมด ซึ่งทรายแก้วที่มีส่วนผสมของเหล็กออกไซด์ (Fe2O3) ในปริมาณที่แตกต่างกันก็จะให้สีของเนื้อแก้วที่แตกต่างกัน เช่น ทรายแก้วสีขาวจะมีปริมาณเหล็กออกไซด์ที่น้อยจะให้เนื้อแก้วที่เหมาะกับการผลิตแก้วใส ส่วนทรายแก้วสีดำหรือสีชาจะมีปริมาณเหล็กออกไซด์ที่สูงกว่าจะให้เนื้อแก้วที่เหมาะกับการผลิตเป็นแก้วสีชาหรือสีอมเขียว เป็นต้น แต่ทรายแก้วของไทยจะเป็นทรายแก้วที่มีคุณภาพต่ำเพราะมีค่าเหล็กออกไซด์มากกว่า 0.040% ซึ่งการผลิตแก้วใสตัวทรายแก้วจะต้องมีค่าเหล็กออกไซด์น้อยกว่า 0.025% หากธาตุเหล็กมีปริมาณมากจะทำให้เนื้อแก้วมีสีอมเขียว ทำให้ประเทศไทยจำเป็นจะต้องนำเข้าทรายแก้วจากต่างประเทศ สำหรับธุรกิจที่ต้องการแก้วใสระดับพรีเมียม เช่น โรงแรมหรือแบรนด์ที่เน้นภาพลักษณ์ ความบริสุทธิ์ของทรายถือเป็นหัวใจสำคัญเลยทีเดียว กล่าวคือถ้าวัตถุดิบตั้งต้นใสสะอาด แก้วที่ได้ก็มีแนวโน้มใสสวยตั้งแต่แรกเริ่ม

โซดาแอช (Soda Ash) หรือ โซเดียมคาร์บอเนต (Sodium Carbonate) เป็นสารที่ใช้ในการลดอุณหภูมิเพื่อทำให้ทรายแก้วที่ถูกหลอมเหลวจนกลายเป็นน้ำแก้วเย็นลงและมีความหนืดมากขึ้น เพื่อทำให้สามารถขึ้นรูปได้ง่าย ซึ่งแก้วที่ใช้โซดาแอชผสม เราจะเรียกว่า แก้วโซดาไลม์ (Soda-lime glass) เป็นแก้วที่ใช้งานได้ทั่วไป แต่ไม่ทนต่อสภาพกรด-ด่าง หรือความร้อนที่สูงมากๆ นิยมใช้ผลิต ขวดแก้ว แก้วน้ำ กระจก ฯลฯ

หินปูน (Limestone) มีชื่อทางเคมีว่า แคลเซียม คาร์บอเนต พบได้มากในแถบจังหวัดสระบุรีและราชบุรี ถูกใช้ในการเพิ่มคุณสมบัติความแข็งแกร่งให้กับเนื้อแก้ว ช่วยให้มีความทนทานต่อสารเคมีได้มากขึ้น หากไม่มีส่วนผสมนี้แก้วจะเปราะและแตกได้ง่าย สำหรับร้านอาหารหรือโรงแรมที่ใช้งานแก้วหมุนเวียนทุกวัน ความแข็งแรงคือเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ เพราะต้นทุนการแตกเสียหายสะสมอาจสูงกว่าที่คิด

หินฟันม้า (เฟลด์สปาร์ – Feldspar) ถูกใช้เพื่อเพิ่มคุณสมบัติความคงทนของเนื้อแก้ว หินฟันม้าพบได้มากในแถบจังหวัดราชบุรีและกาญจนบุรี

เศษแก้ว (Cullet) เป็นเศษแก้วรีไซเคิลที่ได้จาการนำบรรจุภัณฑ์แก้วที่ไม่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการบดและคัดแยกสิ่งปนเปื้อนออกไป ตัวเศษแก้วที่ได้จะถูกนำไปแยกออกตามสี ได้แก่ แก้วใส แก้วสีเขียว แก้วสีชา ซึ่งการใช้เศษแก้วมาผสมเป็นวัตถุดิบจะช่วยให้สามารถประหยัดพลังงานที่ใช้ในการหลอมแก้วลงได้มาก ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน การใช้ Cullet ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) ขององค์กรอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สัดส่วนและคุณภาพของเศษแก้วต้องผ่านการคัดแยกอย่างดี เพื่อไม่ให้มีสิ่งปนเปื้อนที่กระทบคุณภาพของแก้วที่ผลิต
นอกจากวัตถุดิบหลักกล่าวไปข้างต้นแล้ว การผลิตแก้วยังใช้วัตถุดิบรองอื่นๆเพื่อใช้ในการแต่งสี ฟอกสี การไล่ฟองอากาศ การเร่งปฏิกิริยาในการหลอม ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด
กว่าจะมาเป็นแก้วน้ำต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง
การผลิต แก้วน้ำ 1 ใบ หรือผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากแก้ว จะมีขั้นตอนคร่าวๆ อยู่ 5 ขั้นตอนดังนี้
การผลิตแก้วที่มีคุณภาพจำเป็นจะต้องเตรียมวัตถุดิบและตรวจสอบคุณภาพให้ได้มาตรฐาน แบ่งแยกและจัดเก็บให้ถูกต้องเพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบต่างๆ จากนั้นนำไปชั่งตวงให้ได้น้ำหนักตามสูตรผสมของแก้วแต่ละสีแต่ละชนิด
นำส่วนผสมต่างๆ เข้าไปโม่ผสมให้เข้ากัน ซึ่งส่วนผสมที่ได้จะถูกลำเลียงไปเก็บยังไซโลของเตาหลอมพร้อมกับ เศษแก้ว (Cullet) รอที่จะทำการหลอมต่อไป
ทำการหลอมวัตถุดิบในเตาหลอมโดยอุณหภูมิที่จะทำให้วัตถุดิบต่างๆ หลอมเหลวเป็นน้ำแก้วอยู่ที่ประมาณ 1,500 องศาเซลเซียส โดยพลังงานที่ใช้ในการทำความร้อนจะใช้ธรรมชาติและกระแสไฟฟ้าเป็นหลัก
เมื่อเราได้น้ำแก้วสำหรับขึ้นรูปแล้ว เราจะทำการตัดน้ำแก้วที่มีความหนืดให้เป็นก้อน (Gob) ตามน้ำหนักของบรรจุภัณฑ์แก้วที่ต้องการ และอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยกระบวนการขึ้นรูปแก้ว จะมี 2 แบบ คือ วิธีการกดหรือปั๊ม (Pressing) และวิธีการเป่า (Blowing)
วิธีการกดหรือปั๊ม (Pressing)
การขึ้นรูปของแก้วปั๊มนั้นจะขึ้นรูปโดยการเทน้ำแก้วที่ได้ ไปใส่ในแบบพิมพ์ แล้วใช้แท่งกด (Plunger) กดลงไป โดยมีวงแหวน (Ring) คอยทำหน้าที่ไม่ให้แก้วไม่ไหลออกมานอกแบบพิมพ์เมื่อแก้วแข็งตัว (Settling) ก็จะทำการดึงแท่งกดออก
วิธีการเป่า (Blowing)
การขึ้นรูปด้วยวิธีการเป่าจะเป็นการใช้ลมแรงสูงเป่าอัดน้ำแก้วเข้าไปในแบบพิมพ์ โดยเริ่มจากนำก้อนน้ำแก้วที่มีขนาดและอุณหภูมิที่ต้องการไปปล่อยให้หยดลงในเบ้าชุดแรก แล้วใช้รมแรงสูงป่าอัดน้ำแก้วเพื่อขึ้นรูปเบ้าปากและเบ้าแบลงค์ (blank) เพื่อกำหนดรูปร่าง จากนั้นนำไปยังเบ้าพิมพ์สำหรับขึ้นรูปลำตัวและก้นที่เรียกว่า โมลด์ (mould) ใช้ลมแรงสูงเป่าอัดอีกครั้ง เพื่อให้ได้รูปทรงและขนาดตามแบบที่ต้องการ
เมื่อแก้วน้ำได้รับการขึ้นรูปเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกลำเลียงไปปรับลดอุณหภูมิให้ลดลงอย่างช้าๆ ที่รางอบ (Annealing Lehr) รอจนอุณหภูมิเย็นลงจนเป็นอุณหภูมิปกติแล้ว จะใช้น้ำยา Cold-end spray เคลือบผิวด้านนอกให้เรียบลื่น สวยงาม ไม่เป็นรอยเสียดสี จากนั้นก็จะทำไปทำการตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐาน หากพบแก้วน้ำที่มีตำหนิไม่ผ่านมาตรฐานแก้วเหล่านั้นจะถูกส่งกลับไปหลอมใหม่
แก้วที่ผ่านการอบแล้วถูกลำเลียงออกจากเตาโดยสายพาน
จะเห็นได้ว่ากว่าจะเป็น แก้วน้ำ 1 ใบ ให้เราใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นแก้วปั๊มหรือแก้วเป่าต้องผ่านกระบวนการมากมาย ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบที่มีผลต่อความใส สีสันของแก้วไปจนขั้นตอนการผลิต ที่ทำให้แก้วน้ำมีคุณภาพที่แตกต่างกัน การผลิตแก้วน้ำจึงมีทั้งวิทยาศาสตร์และงานศิลปะ แฝงเอาไว้ในแก้วน้ำทุกใบนั่นเอง
หากใครยังลังเลหรือยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจหรือการใช้งานของคุณเหมาะกับ แก้วปั๊ม หรือ แก้วเป่า สามารถปรึกษาเราได้เลย ทางเราเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องแก้วน้ำใส ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี เรายินดีที่จะตอบทุกข้อสงสัยและตอบสนองความต้องการให้อย่างเต็มที่ สามารถติดต่อเราได้ทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์หรือช่องทางติดต่ออื่นๆตามนี้เลย >>ลิงค์<<
Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.